รู้ไหมใน PM2.5 มีอะไรอยู่บ้าง ?


รู้ไหมใน PM2.5 มีอะไรอยู่บ้าง ?

เป็นที่น่าห่วงอยู่ในขณะนี้นะครับ สถานการณ์ภายในเมืองกรุงเทพและปริมณฑลโดยรอบ ที่มีฝุ่นละอองที่เรียกว่า PM2.5 กระจัดกระจายอยู่ ถ้าให้มองด้วยตาเปล่าพวกเราอาจจะไม่เห็นว่าภายในฝุ่นควันเหล่านั้นมีสิ่งใดอยู่ ซึ่งความจริงแล้ว PM2.5 มีสารที่ทำให้เป็นพิษอยู่มากทีเดียว วันนี้เราขอนำเสนอให้ทุกคนได้รับทราบกันค่ะ

ปรอท ( Mercury) เป็นโลหะหนักสามารถหาปรอทได้จากหินที่ขุดพบในเหมือง โดยการนำหินนั้น นั้นมาทำให้ร้อนด้วยอุณหภูมิ 35.7 องศาเซลเซียส ปรอทเป็นสารที่มีความหนาแน่นสูง ถึงขั้นที่ก้อนตะกั่วหรือเหล็กสามารถลอยอยู่ได้ ถึงแม้ปรอทจะมีลักษณะคล้ายตะกั่วและเป็นของเหลว
การเกิดพิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง พิษชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย

ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ
– อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ
– เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร
– มีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด
– เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก
– เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด

สารหนู (arsenic) เป็นชื่อธาตุลำดับที่ 33 สัญลักษณ์ As ลักษณะเป็นของแข็ง มีสามอัญรูป คือ สารหนูสีเทา สารหนูสีดำ และสารหนูสีเหลือง หลายคนเข้าใจว่าสารหนูเป็นธาตุที่เป็นพิษ แต่ความจริงแล้วสารหนูบริสุทธิ์ไม่เป็นพิษแต่ประการใด มันจะเกิดพิษก็ต่อเมื่อ ไปรวมตัวกับธาตุอื่นเช่น Arsenic trioxide

การได้รับสารหนูปริมาณมากอาจทำให้เกิดภาวะสารหนูเป็นพิษต่อร่างกายแบบเฉียบพลันและถึงแก่เสียชีวิตได้ หากหายใจเอาสารหนูเข้าปอดมากเกินไปจะทำให้มีอาการเจ็บคอและระคายเคืองที่ปอด ส่วนในกรณีที่ผิวหนังสัมผัสกับสารหนูจะก่อให้เกิดอาการบวมแดง หากลืนสารหนูเกินปริมาณที่กำหนดอาจส่งผลให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

ปวดท้อง
– กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว
– คลื่นไส้ และอาเจียน
– ท้องเสีย
– เป็นเหน็บตามมือและเท้า
– เกิดรอยฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดเสียหาย

โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน หรือ พีเอเอช

เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบด้วยวงเบนซีนตั้งแต่ 2 วงขึ้นไป จัดเรียงเป็นเส้นตรง เป็นมุม หรือเป็นกลุ่ม มีเฉพาะอะตอมของไฮโดรเจนและคาร์บอน ส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ ค่าลอการิทึมของค่าคงที่การละลายในน้ำ – ออกทานอลระหว่าง 3 – 7 จุดเดือดระหว่าง 150 – 325 องศาเซลเซียส และจุดหลอมเหลวระหว่าง 101 – 438 องศาเซลเซียส ในสิ่งแวดล้อม มักเกาะกับอนุภาคฮิวมิคในดิน หรือสะสมในสิ่งมีชีวิต

โดยทั่วไป โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำ ในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงจะพบความเป็นพิษเรื้อรัง การได้รับแบบเรื้อรังอาจทำให้เกิดความเป็นพิษต่อระบบต่างๆของร่างกายได้ แต่อาการไม่รุนแรงนัก ความเป็นพิษที่สำคัญของ PAHs คือความสามารถในการก่อมะเร็งในอวัยวะหลายชนิด แต่ไม่มีผลต่อการพัฒนาของตัวอ่อนและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต

– สารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
– เป็นพิษต่อระบบประสาท
– ระคายเคืองต่อผิวหนังและตา
– ก่อให้เกิดการแพ้แสงและเป็นสารก่อภูมิแพ้อย่างอ่อน

แคดเมียม มีสูตรทางเคมีคือ Cd เป็นโลหะสีเงินขาว แวววาวเป็นสีน้ำเงินจางๆ ไม่มีกลิ่น มีน้ำหนักโมเลกุล 112.4 ความถ่วงจำเพาะ 8.65 จุดหลอมเหลว 610 องศาฟาเรนไฮต์ จุดเดือดที่ 1409 องศาฟาเรนไฮต์ สามารถทำปฏิกิริยาเคมีอย่างรุนแรงกว่าสารที่ให้ออกซิเจน อันได้แก่ กำมะถัน ซีลีเนียม และเทลลูเรียม

พิษเฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นหรือฟูมแคดเมียม ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อแคดเมียมถูกทำให้ร้อน โดยทั่วไป ระยะเวลาหลังจากสัมผัสสารจะยาวนาน 2-3 ชั่วโมงก่อนแสดงอาการ อาการเริ่มแรกจะมีการ ระคายเคืองเล็กน้อยของทางเดินหายใจส่วนต้น อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมาจะมีอาการไอ

– คลื่นเหียนอย่างรุนแรง อาเจียน
– เกิดอาการไอ เวียนศีรษะ
– อ่อนเพลียหนาวสั่น เจ็บหน้าอก
– เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
– เป็นพิษต่อไต

1. สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น
สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกเลยคือ ไปหาซื้อ Mask หรือหน้ากากปิดปาก เอาไว้สวมป้องกันฝุ่นละอองก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง หรือซื้อติดกระเป๋าไว้ จะได้หยิบมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา

2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง
สำหรับพนักงานออฟฟิศ ก็โชคดีหน่อยที่ช่วงเวลาระหว่างวันส่วนใหญ่ทำงานในตัวอาคาร ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก กลางแจ้ง ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นขณะอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา

3. เตรียมยาให้พร้อม
สำหรับใครที่มีอาการภูมิแพ้ แพ้ง่าย เช่น แพ้ฝุ่น แพ้อากาศ (ช่วงฤดูกาลเปลี่ยนแปลง) ควรเตรียมยาแก้แพ้ติดตัวไว้เสมอ

4. คนกลุ่มเสี่ยง อย่าออกนอกบ้าน
ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่อาจจะมีอาการป่วยได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ดังต่อไปนี้ โรคทางเดินหายใจ, โรคเยื่อบุตาอักเสบ, โรคผิวหนัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด หากคุณเข้าข่ายเป็นกลุ่มบุคคลเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน

5. หากมีอาการ รีบพบแพทย์
ในช่วงนี้ หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึงถ้าไม่ได้สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองด้วยแนะนำว่าไปพบแพทย์ด่วนๆ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Greenpeace Thailand โดย คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย และ MGR online

ขอบคุณภาพประกอบจาก มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ




(Visited 174 times, 1 visits today)