เที่ยวเต็มอิ่ม 3 วัน 2 คืน ที่แม่ฮ่องสอน ฟิน อิน รัก ด้วยงบ 3,600 บาท


เที่ยวเต็มอิ่ม 3 วัน 2 คืน ที่แม่ฮ่องสอน ฟิน อิน รัก ด้วยงบ 3,600 บาท

ความตื่นเต้น เร้าใจ ท้าทาย แปลกใหม่และสนุกสนาน คุณจะรู้สึกแบบนี้เมื่อไหร่กัน?

สำหรับป๊อปนั้น จะมีความรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้เริ่มต้นออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป ได้ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้จัก ได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ครั้งนี้ป๊อปได้เดินทางมาหาแรงบันดาลใจอีกครั้งที่แม่ฮ่องสอน อยากไปมานานมาก แต่ไม่มีโอกาสว่างได้ไปสักที แต่ครั้งนี้ถึงไม่ว่างก็สร้างโอกาสเองเลย555 (ลางานสิคะรออะไร) ขอบอกว่าทริปนี้อวบอวนไปด้วยความสุข สนุก ที่ฟิน อิน และก็หลงรักที่นี่แบบสุดๆ ไปเลย

สงสัยมั้ยคะว่าอะไรที่ทำให้ป๊อปฟินและหลงรักขนาดนี้ มาค่ะ แพ็คกระเป๋าและตามไปเที่ยวกับสถานที่ต่างๆ ไปพร้อมกับป๊อปเลยค่ะ Let’s Go ปู้น ปู้น

ป๊อปออกเดินทางในวันศุกร์ เวลา 22.00 จาก กทม. มาถึงที่แม่ริม จ.เชียงใหม่ ประมาณ 8 โมงเช้าของวันเสาร์ ก็เริ่มต้นด้วยการแวะเติมพลังก่อนด้วยข้าวซอย ที่ ร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย กอเซี้ยม เจ้าเก่าแม่ริม (มาเหนือก็ต้องกินอาหารสิเนอะ) เอ้าเริ่ม หิวแล้ว!!!!

หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อไปยังแม่ฮ่องสอนกันเลย และระหว่างทางก็ไปสะดุดตากับร้าน Coffee we กาแฟบ้านแม่มด พอดี ร้านเก๋มาก ในเมื่อทางผ่าน ก็ขอแวะถ่ายรูปเช็ตอินแปบนะคะ เจ้าแม่โซเซี่ยลไรงี้

“Coffee we กาแฟบ้านแม่มด”

หลังจากนั้นมาที่สะพานประวิติศาสตร์แม่น้ำปาย เอาจริงตอนลงไป พูดอุทานกับเพื่อนเพราะกำลังมึนยาแก้เมารถอยู่(โค้งที่นี่เยอะมาก ถ้าไม่กินยานี่คงคลื่นไส้ตายแน่5555) ว่า อุ้ย! เหมือนสะพานพุทธเลย เพื่อนบอก ถามจริงเราจะได้อะไรจากการที่นี่ว่ะ เออก็ตอบไปว่า เออ! คิดเหมือนกัน 5555

แต่ความจริงแล้วที่มีประวัติศาสตร์นะคะ สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทหารประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำปายและลำเลียงเสบียงและอาวุธเข้าไปยังประเทศพม่า หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง อ.ปายจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง โดยหลงเหลือไว้เพียงแต่สะพานแห่งนี้ว่า “สะพานประวัติศาสตร์” (ไหนก็มาถึงและ ลั่นชัตเตอร์ รัวๆ ไปเลยจ้า กับตรงนี้5555)

“สะพานประวัติศาสตร์ปาย”

ถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมทริปสักหน่อย มาถึงแล้ว หลังจากผ่านโค้งกันมาเป็นพัน ถึงโดยไม่อ้วกก็บุญแล้วค่ะ555

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกันไปที่กองแลน หรือว่าปายแคนยอนกันต่อค่ะ ไปถึงเวลาเที่ยงๆ พอดี อากาศกำลังร้อนเอาเรื่องเลย แต่เพื่อรูปสวยป๊อปสู้ตาย ถึงอากาศจะร้อนๆ แต่ในภาพก็ต้องคลูเข้าไว

“กองแลน หรือ ปายแคนยอน”

กองแลน หรือ ปายแคนยอน อยู่ห่างจากตัว อ.ปายไปตามเส้นทางสายปาย – แม่มาลัย ประมาณ 7 กม. ค่ะ
เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าเอ๊ะ คำว่า กองแลน มันคืออะไรมาได้อย่างไร มาค่ะ จะบอกให้ คำว่า กองแลนมาจากภาษาพื้นเมือง กอง หมายถึง ถนน เส้นทางที่ใช้สัญจร ส่วนแลน หมายถึง ตัวตะกวด (ตัวเงินตัวทอง) พอมารวมกันเป็น กองแลน หมายถึง เส้นทางสัญจรของตะกวดที่แคบและเล็ก คือที่นี่วิวดีมากจริงๆ ค่ะ แต่ควรมาสัก 17.00-18.00 นะคะ มาดูพระอาทิตย์ตกน่าจะฟินน่าดู แต่ถ้ามาเที่ยงแบบป๊อปร้อนเหงื่อท่วมตัวแน่นอน เตือนแล้วนะ!!! (เสียงเซฟป้อม MasterChef ลอยมาเลย5555)

หลังจากก็ออกเดินทางงจากกองแลนประมาณ 5 กม.นั้น ก็ขอแอบแวะร้านกาแฟอย่าง อย่างร้าน “Coffee in Love” ค่ะ ร้านอยู่ติดถนน 1095 มีกาแฟและขนมให้เราได้ลิ้มลอง พร้อมบรรยากาศสดชื่นในช่วงเวลาบ่ายๆ แต่กาฟงกาแฟป๊อปไม่สน ป๊อปจะถ่ายรูป555 ที่นี่มีจุดถ่ายรูปเยอะมานะคะ สำหรับใครมาที่ปายห้ามพลาดเชี่ยวคะ

“Coffee in Love”

พอถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว ก็เดินทางไปต่อกันที่หมู่บ้านจ่าโบ่ โฮมสเตย์กันคะ ไปโลดดดด

“บ้านจ่าโบ่”

ขอบคุณรูปภาพจาก เพจเที่ยวดี๊ดี • traveldd

เดินทางกันต่อประมาณ 60 กม. ก็เดินทางมาถึงจุดหมายสักที อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านคะ พอดีวันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติเลยมีคนใจดีมาแจกไอติมเด็กในหมู่บ้าน เราก็เลยได้ไอติมฟรีไปด้วย (^^”)

ระหว่างเดินเล่นก็ไปเจอน้องๆ สองคนกำลังเล่นกันอยู่ น้องชื่อ นะสา กับ นากีเนะ น่ารักมาก เห็นว่าใส่เสื้อสีเดียวกันเลยขอถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกหน่อยคะ รักเด็ก เพราะว่าเด็กๆ น่ารัก

ภาพบรรยากาศบ้านเรือนของหมู่บ้านจ่าโบ่

วิวที่นี่คือดีมากจริงๆ ค่ะ ถูกโอบกอดไปด้วยหุบเขา

และในค่ำคืนนี้เราก็มาร่วมวงกินข้าวกัน หลังจากนั้นเผอิญวันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนร่วมทริปพอดี พวกเราจึงทำการเซอร์ไพรส์กันเลยจ้า ร้องเพลงเป่าเค้กและก็ร่วมวงฝึกสมองคิดเลขกันสักหน่อยคืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมตัวตื่นกันแต่เช้า เพื่อเดินไปยังภูผาหมอก กันแต่เช้าตรู่ ขอบอกว่าเมื่อคืนไก่ที่นี่ขันตั้งแต่ตีสาม นี่ก็ตื่นแล้วตื่นอีกคิดว่า เอ๊ะ นี่ใกล้เช้าแล้วหรอ แต่ที่ไหนได้ยัง เพิ่งตีสามเองไง และน้องไก่ก็ขันส่งเสียงปลุกทุก 15 นาทีด้วย นะ เอ้า ไม่ต้องนอนกันพอดี (พลางคิดในใจว่าพร่งนี้เช้าอยากกินต้มยำไก่เลย555 ล้อเล่น) ไหนๆ ก็ขันเรียกและ สรุปก็ต้องตื่น เพราะนอนต่อไม่ได้ อิอิ

อาบน้ำล้างหน้าและเตรียมไปขึ้นภูผาหมอกกันดีกว่าจ้า ขึ้นที่นี่ก็เหนื่อยนิดหน่อยนะคะ เพราะผามันค่อนข้างชันพอตัว สำหรับใครมีแผลนจะมาที่นี่ก็ขอให้อยากลืมเอาไฟฉายมาด้วยนร้า เพราะเราเดินไปตอนเช้ามืด มองไม่เห็นทางคงลำบากน่าดู และเลือกรองเท้าดีๆ นะคะ เพราะโขดหิดอาจบาดได้ ที่สำคัญถ้ามีถุงมือจะดีมาก เวลาจับหินจะได้ไม่บาดมือค่ะ โชคดีที่ป๊อปเตรียมพร๊อพมาพร้อม การเดินขึ้นผาหมอกครั้งนี้เลย สบายๆ

การขึ้นไปบนภูผาหมอกบ้านจ่าโบ่ จะต้องติดต่อคนนำทางในหมู่บ้านก่อนนะ ค่านำทางคนละ 100 บาท จ้า

“ภูผาหมอก”

พอเริ่มสว่างก็ไม่ลืมที่จะลั่นชัตเตอร์กันรัวๆ ไปสัก 1-2 พันรูป กับที่นี่ (เยอะไปมั้ง5555) วิวที่อยู่ตรงหน้าคือไม่ธรรมดาจริงๆ ค่ะ หมอกแบบอลังการงานสร้างมาก ตัดสลับกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้นอีก ขอบอกว่าฟินนนนนน

พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นจนทุกอย่างสว่าง สักพักเราก็เริ่มเดินลงกันมาจากภูผา เพื่อไปหาอะไรรองท้องกันกัน

หลังจากเดินลงมาจากภูผาหมอก เราก็เดินมาเรื่อยๆ แปบเดียวก็มาถึงก๋วยเตี๋ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่ เมื่อมาถึงแล้วเรารีบสั่งก๋วยเตี๋ยวและกาแฟมาทานพร้อมกับ ชมวิวหมอกแบบ FullHD กันไปเลยค่ะ

“ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่”

ทานก๋วยเตี๋ยว พร้อมได้กลิ่นกาแฟหอมๆ กับบรรยากาศดี หมอกเน้นๆ ทำเอาหลงรักเลยค่ะ

บรรยากาศดีขนาดนี้ ถ่ายรูปอีกสิคะรออะไร


พอสัมผัสไอหมอกหนาๆ อย่างเต็มที่แล้วเราก็แยกย้ายกับไปยังโฮมสเตย์ แต่งตัว เก็บข้าวของและเริ่มต้นออกเดินทางกันต่ออีกครั้ง และหลังจากเดินทางออกจากหมู่บ้านจ่าโบ่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เราก็มาถึงถ้ำปลาค่ะ เอ้าไปดูน้องปลากันหน่อย เริ่ม!

“ถ้ำปลา”

บรรยากาศที่นี่เย็นสบาย ร่มรื่น เดินเล่นไปรอบก่อนเพลินไปอีกแบบคะ

แม่จ๋า เอื้อยมาแล้ว เอ้าไม่ใช่นิทานปลาบู่ทองนะ5555

น้องปลาเยอะมากอยู่ในถ้ำ ถึงว่าทำไมเรียกถ้ำปลา

หลังจากนั้นก็ขับรถมาไม่ไกลก็เจอ “น้ำตกผาเสื่อ” ที่อยู่ข้างทางก่อนขึ้นไปปางอุ๋งและหมู่บ้านรักไทย เพราะฉะนั้นระหว่างทางแวะได้ก็แวะคะ ไปดูน้ำตกให้หัวใจชุ่มชื่นกันคะ

“น้ำตกผาเสื่อ”

แอบเก็บภาพความสนุกสนานตามเคย กับแก็งค์เพื่อนสาว

น้ำเยอะมากเลย ถ่ายรูปสิคะ เอ้า 1 2 3 แชะ

พอฟังเสียงน้ำตกให้หัวใจชุ่มฉ่ำกันไปเต็มอิ่มแล้ว เราก็มุ่งตรงไปหมู่บ้านรักไทย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานอดีต ทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๊ง” บ้านรักไทยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล กว่า 1,776 เมตร ทำให้พื้นที่ เหมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุ์ดี และพืชเมืองหนาว ทิวทัศน์ของ หมู่บ้านโอบล้อมไปด้วยทิวเขา แมกไม้ที่ อุดมสมบูรณ์ ที่นี่ถ่ายรูปออกมาสวยมากคะ อย่างกันอยู่เมืองจีน ใครมาที่แม่ฮ่องสอนนี่พลาดไม่ได้นะคะ เพราะคุณจะได้รูปจากที่นี่อีกเพียบแน่นอน

“หมู่บ้านรักไทย”

 นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่แห่งนี้เพื่อดื่มด่ำกับการชิมชา และ ทานขาหมูหมั่นโถว บ้างก็หลีกหนี ความวุ่นวายมาหาความเงียบสบายกันที่บ้านรักไทยแห่งนี้ ซึ่งที่นี่ยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้สนุกสนานมากมาย เช่น การเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศน์น้อย พาเข้าไปชม “คุกดิน” และการขี่ม้าพาข้ามแดนไป ฝั่งพม่า ที่บ้านรักไทยยังมีเกสถ์เฮาส์ริมน้ำ (บ้านดิน) ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสกับ ธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วย

และอีกสถานที่นึงที่พลาดไม่ได้ ถ้าไม่ไปถ่ายรูปที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงจ้า นั่นก็คือ ลีไวน์รักไทย นั่นเอง เป็นอีกรีสอร์ทนึง ที่นักท่องเที่ยวต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจองยากมาก ด้วยสไตล์การก่อสร้างแบบจีน บรรยากาศที่สวย ทำให้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนยอดนิยมของแม่ฮ่องสอนเลยค่ะ สำหรับวิวทิวทัศน์ ของที่นี่ คือดี ลงตัวไปหมด สวยมาก ไม่มีคำบรรยายใดๆ

“ลีไวน์รักษ์ไทย”

ถึงแม้เราไม่ได้จองที่พักของลีไวน์รักไทย แต่เราก็สามารถเข้าไปถ่ายภาพได้นะคะ แต่ไม่ควรเกิน 18:00 น. และไม่ส่งเสียงดังรบกวนแขกที่พัก มาถึงแล้วก้เดินเล่นถ่ายรูปสวยๆ กับวิวยอดชา และที่พักสไตล์เมืองจีนได้เลยค่ะ(เข้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ)

เหม่อแปบ เก็บชาหน่อย5555 ชิเม๋โจได๋ เอาหัวใจเธอมา

มุมถ่ายรูปที่นี่เยอะมากจริงๆ ขอตัวแอ็คท่าสวยก่อนลั่นชัตเตอร์หน่อยค่า 1 2 3 ยิ้ม

“ซาสารักษ์ไทย”

พอเดินเล่นกันทั่วหมู่บ้าน แล้ว เราก็เดินทางมาต่อที่ปางอุ๋ง หรือ โครงการพระราชดำริปางตอง 2 โดยเราเดินทางมาถึงประมาณห้าหกโมงเย็นแล้วคะ เราก็แยกย้ายกันไปกางเต้นท์ อาบน้ำแต่งตัว สำหรับวันนี้ที่นี่หนาวเอาเรื่องอยู่นะคะ แต่เราก็หากิจกรรมทำ เริ่มต้นด้วยการกินหมูกระทะ ในหัวค่ำนี้ อากาศเย็นๆ กับน้ำซุปร้อนๆ หมูนุ่มๆ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดขอบอกว่าตอนนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมอ่ะคะ

“ปางอุ๋ง”

พอกินกันอิ่มแล้วเราก็มาร่วมวงร้องเพลง ต่อเพลงกับแก็งค์เพื่อน ร้องกันแบบไม่มีใครยอมใครจริงๆ ช่วยกันร้องประสานเสียง จนบางทีเพื่อนก็แอบกระซิบว่าเบาๆ มึงต้องฝึกร้องให้มันเบาๆ เพราะที่นี่คนอื่นอยู่เยอะ คืนนี้มีความสุขมากเลย

หลังจากร้องเพลงกันจนดึกดืน เราก็เข้านอน เพราะว่าพรุ่งนี้เราตั้งใจจะตื่นมาชมความสวยของไอหมอกบางๆ ที่อยู่บนผิวน้ำที่ปางอุ๋งแห่งนี้กันคะ สำหรับคืนนี้ฝันดีคะทุกคน หนาวมากขอบอก ถุงนอนก็ช่วยไม่ได้งานนี้5555

พอตื่นเช้ามา ขอบอกว่าฟินสุดกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้า สวยแบบเหมือนอยู่ในความฝันเลยค่ะ ไม่รู้จะบรรยาอย่างไรตามไปดูภาพกันเอานะคะ ฟินลืมมมมม

ปางอุ๋ง ตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย ตำบลหมอจำแป่ ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตรโครงการนี้เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และที่นี่มีสภาพภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน จนถูกขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยก็ว่าได้  ในช่วงเช้าๆ จะเห็นหมอกหนาลอยอยู่เรี่ยผืนน้ำ อากาศเย็นสบาย ขอบอกว่าบรรยากาศโรแมนติกมาก พาแฟนมายิ่งฟินคะ สวยๆ

มาที่นี่จุดไคลแม็กซ์ก็คือกันล่องแพชมวิวค่ะ สำหรับใครอยากชมบรรยากาศฟินๆ ทั่วปางอุ๋ง ก็สามารถไปต่อคิวนั่งแพได้เลยค่ะ ราคาลำละ 150 บาทจ้า

หลังจากเราล่องเรือที่นี่กันเรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมเก็บสัมภาระ และเดินทางต่อกันไปที่หมู่บ้านซูตองเป้ ซึ่งเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว

สะพานซูตองเป้ เป็นสะพานที่เกิดจาก ความศรัทธาและการร่วมแรงร่วมใจของพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านกุงไม้สัก ที่ต่างก็ช่วยกันลงแรงสานพื้นสะพานด้วยไม้ไผ่ทอดยาวไปบนที่นา โดยเจ้าของที่อุทิศผืนนาถวาย โดยสร้างเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสวนธรรมภูสมะและหมู่บ้านกุงไม้สัก ข้ามผ่านทุ่งนา และแม่น้ำสายเล็กๆ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่อีกฝั่งได้ใช้สัญจรไป มาระหว่างหมู่บ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น

มาถึงที่นี่เราก็เขียนขอพรสักหน่อย ขอให้คนที่เรารักมีแต่ความสุขและร่ำรวยทุกคนนะคะ โดยเฉพาะผู้อ่านที่น่ารักของป๊อป

ด้วยความสวยงามคลาสสิก และเป็นเอกลักษณ์ของสะพานไม้ที่พาดผ่าทุ่งนา ที่โอบล้อมด้วยหุบเขาและสายหมอกคลอเคล้าแสงอาทิตย์ในยามเช้า เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ที่หลายคนต่างหลงใหลที่อยากจะมาเยือนสะพานไม้แห่งนี้

และแล้วเราก็เต็มอิ่มกับการมาเที่ยวที่แม่ฮ่องสอนแบบสุดๆ ไปเลย เที่ยวแบบจัดเต็มไม่มีพัก กับ 3 วัน 2 คืน กับทริปครั้งนี้ รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ คือ 3,600 บาท เนื่องจากป๊อปไปกับแก็งค์เพื่อนๆ กับทริปของเพจ เที่ยวดี๊ดี โดยราคานี้ไม่มีบวกเพิ่มนะจ้ะ
– ค่ารถตู้ VIP (10 ที่นั่ง) + ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง + ค่าทางด่วน
– ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน
– ค่าที่พัก 2 คืน
– ค่าอาหาร 8 มื้อ
– ค่าประกันชีวิตการเดินทาง

นอกนั้นอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบ้าง เช่นค่านำทางขึ้นภูผาหมอกหมู่บ้านจ่าโบ่ คนละ 100 บาท ขนม นม เนย แยกจากมื้อหลัก และค่าของใช้ส่วนตัวไรงี้คะ  แต่รวมๆ ก็ไม่น่าจะเกิน 4,000 บาทคะ สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวขอบอกว่า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นสถานที่ที่คุณห้ามพลาดเลยค่ะ ฟิน อิน รัก สุดๆ ส่วนวันนี้ป๊อปขอตัวลาไปก่อนนะคะ เดี๋ยวถ้าครั้งหน้าไปเที่ยวจะมารีวิวให้ฟังอีกนะคะ และอย่าลืมออกไปท่องโลกกว้างและหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการเที่ยวนะคะ รับรองคุณจะได้แรงบันดาลใจอีกเพียบเลยค่ะ รัก #ShockingPink

เรียบเรียงโดย ShockingPink





(Visited 80 times, 1 visits today)